การรับมือดอกเบี้ยขาขึ้นสำหรับคนกู้ซื้อบ้าน

ในการซื้อบ้านหากเรามีกำลังทรัพย์ไม่มากพอคงเลี่ยงการกู้เงินจากธนาคารไม่ได้ ซึ่งในการกู้ย่อมตามมาด้วยดอกเบี้ย หลาย ๆ ธนาคารจะมีระบบดอกเบี้ยแบบลอยตัวยึดตาม MRR (Minimum Retail Rate) ของแต่ละธนาคารซึ่งมีการปรับขึ้นลงเพื่อสนองต่อนโยบายของ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) อีกทีนึง

สำหรับคนกู้ซื้อบ้านแล้วหลายคนคงจะทราบว่าดอกเบี้ยบ้านเป็นดอกเบี้ยลดต้นลดดอกนั่นหมายความว่าเวลาเราจ่ายเงินงวดหนึ่ง เงินส่วนหนึ่งจะใช้ในการชำระดอกเบี้ยและอีกส่วนจะใช้ชำระเงินต้น

เช่น เรากู้ซื้อบ้านราคา 3,000,000 บาท ที่อัตราดอกเบี้ย 7% ต่อปี เป็นระยะเวลา 30 ปี เราจะต้องจ่ายค่างวด 19959.07 บาทต่อเดือน

(วิธีการคำนวณค่างวดคลิกเลย)

ในเดือนแรกเราจะต้องจ่ายดอกเบี้ยคิดจากเงินต้นเต็มจำนวนคือ (7/12)% ต่อเดือน ของ 3,000,000 บาท ซึ่งเท่ากับ 17,500 บาท นั่นหมายความว่าเงินจำนวน 19959.07 บาทที่เราจ่ายไปนั้นหักเงินต้นของเราไปเพียง 2459.07 บาทเท่านั้น

ในเดือนที่สอง เงินต้นของเราจะเหลือเท่ากับ 3,000,000 – 2459.07 ซึ่งเท่ากับ 2,997,540.93 บาทคิดซ้ำแบบในเดือนแรกอีกครั้ง คราวนี้ดอกเบี้ยที่เราต้องจ่ายจะเหลือ 17,485.66 บาท ซึ่งลดลงจากเดือนแรกนิดหน่อยและเงินส่วนที่เหลือจากค่างวดก็จะได้ไปหักเงินต้นเพิ่มขึ้น

 

หลังจากพอจะเข้าใจการทำงานของดอกเบี้ยบ้านกันคร่าว ๆ แล้วก็จะทำให้พอจะเห็นทางในการรับมือกับดอกเบี้ยบ้านได้โดยวิธีที่เราแนะนำจะมีอยู่ 3 วิธีด้วยกัน ได้แก่

  • การรีเทนชั่น (Retention)

การรีเทนชั่นคือการต่อรองกับเจ้าหนี้เดิมหรือธนาคารหรือสถาบันการเงินเดิมที่เราเป็นหนี้อยู่ หากประวัติเราดี มีการชำระเงินงวดตรงกำหนด ก็มีความเป็นไปได้ที่จะขอลดอัตราดอกเบี้ยได้ มักจะทำได้หลังจากผ่อนมา 3 ปีแล้ว โดยทั่วไปก็จะมีค่าธรรมเนียมแต่ไม่สูงมากนัก ข้อด้อยอย่างหนึ่งของการรีเทนชั่นคือมักจะต่อรองขอลดดอกเบี้ยได้ไม่มากนักส่วนใหญ่จะอยู่ที่ 0.25 – 0.5 % ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับธนาคารหรือสถาบันการเงินนั้น ๆ

  • การรีไฟแนนซ์ (Refinance)

การรีไฟแนนซ์คือการโยกย้ายหนี้สินไปธนาคารหรือสถาบันการเงินอื่นที่ดอกเบี้ยต่ำกว่าซึ่งบางสถาบันการเงินหรือธนาคารอาจให้ดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าการรีเทนชั่น ส่วนใหญ่มักจะสามารถทำได้หลังจากผ่อนไปได้ 3 ปีแล้ว แต่ก็มีข้อเสียอยู่เช่นเดียวกัน คือจะต้องเดินเรื่องใหม่เหมือนยื่นกู้ใหม่อีกครั้งซึ่งอาจมีค่าใช้จ่ายด้วยในส่วนนี้ การอนุมัติจะนานกว่าการทำรีเทนชั่นและมักจะต้องเสียค่าปรับ 3%  ของยอดหนี้เดิม ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับธนาคารหรือสถาบันการเงินนั้น ๆ

  • การโปะหนี้เพื่อหักเงินต้น

การหักเงินต้นตั้งแต่เนิ่น ๆ จะทำให้เงินต้นตรงส่วนนั้นไม่ถูกนำไปคิดดอกเบี้ยซึ่งจะทำให้ดอกเบี้ยลดลงได้ในระยะยาวได้ พูดง่าย ๆ คือยิ่งลดเงินต้นเร็วเท่าไรดอกเบี้ยจะยิ่งลดลงเท่านั้นนั่นเอง

 

บทความโดย

ภากรณ์ ชูศรี นักเขียนออนไลน์ของ The HEIM

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Scroll to Top